จับตาโค้งสุดท้ายเลือกตั้งสหรัฐฯ

จับตาโค้งสุดท้ายเลือกตั้งสหรัฐฯ

เดือนพฤศจิกายน ใกล้ถึงวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐเข้ามาแล้ว ระหว่างการดีเบตรอบสุดท้าย ทั้งนายทรัมป์และนางคลินตัน ยังคงไม่มีการจับมือทักทายตั้งแต่ต้นจนจบ และยังคงเสนอนโยบายที่แตกต่างกันในแบบสุดขั้วเกือบทุกด้าน  เริ่มจากในประเด็นผู้อพยพ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างมาก

“ทรัมป์” ได้เสนอการสร้างกำแพงที่ชายแดนของประเทศ และประกาศนิรโทษกรรมผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายถือเป็นหายนะ  ขณะที่ “คลินตัน” เสนอนโยบายแบบประนีประนอม นั่นคือ การปฏิรูปกฎหมายใหม่ที่ครอบคลุมถึงการอพยพด้วย ซึ่งคลินตันก็ได้กล่าวโจมตีทรัมป์ว่า   ทรัมป์เองยังใช้แรงงานไม่ขึ้นทะเบียนในการก่อสร้าง “ทรัมป์ ทาวเวอร์” ด้วยซ้ำ นับเป็นการปะทะคารมกันอย่างดุเดือด

ด้านนโยบายเศรษฐกิจและภาษี คลินตัน ยืนยัน จะดำเนินนโยบายสร้างงานใหม่ ขยายฐานของชนชั้นกลาง และเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเพื่อลดช่องว่างอัตราเงินเดือนระหว่างชาย – หญิง รวมทั้งการให้ความสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก และนโยบายเรียนฟรีในมหาวิทยาลัย  ซึ่งนโยบายของเธอจะทำให้เกิดการจ้างงานได้ราว 10 ล้านคน ขณะที่นโยบายทรัมป์ กลับทำให้ตกงานถึง 3.5 ล้านคน

ในส่วนของ ทรัมป์ ยังคงยืนยันนโยบายลดภาษีคนรวย  และเดินหน้าในภาคอุตสาหกรรมอีกครั้ง รวมไปถึงการยกเลิกข้อตกลงทางการค้าของนายโอบามา ทั้งหมด พร้อมทั้งระบุว่า การตกลงการค้าเสรี NAFTA ของ นาย บิล คลินตัน สามีของนาง คลินตัน (ซึ่งเป็นคู่แข่งในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งนี้) เป็นข้อตกลงที่แย่ที่สุด และจะยกเลิกนโยบาย โอบามาแคร์ พร้อมกับโจมตีคลินตัน กรณีสงครามอิรัก โดยระบุว่าการแทรกแซงของคลินตัน เป็นสาเหตุให้เกิดขบวนการ ISIS และบอกว่า การที่ทหารอิรักปฏิบัติการยึดเมืองโมซุลคืนจาก ISIS ได้  เป็นเพียงแค่ฉากบังหน้าเท่านั้น

ทั้งนี้ ผู้ท้าชิงประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต่างย้ำวิสัยทัศน์ของแต่ละคนทิ้งท้ายก่อนปิดเวที โดยนางคลินตันระบุว่า “ฉันต้องการโอกาสจากอเมริกันชนในการเลือกฉัน  และประชาชนทุกคนจะมีความสามารถ พรสวรรค์ พลัง และความทะเยอทะยาน ในการช่วยสร้างประเทศแห่งนี้ในแบบที่ควรจะเป็นได้” ส่วนทรัมป์เองปิดการดีเบตด้วยหลักคิดจูงใจว่า “ผมเป็นคนเด็ดเดี่ยวทั้งด้านการทหาร รวมถึงความยุติธรรม เราไม่สามารถมีอีก 4 ปีต่อจากนี้ในแบบโอบามาได้  ดังนั้น การชนะเลือกตั้งในครั้งนี้จะต้องไม่เป็นคลินตัน”

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยมองว่า ภาพรวมในปัจจุบันดูเหมือนว่า นาง คลินตันจะเป็นฝ่ายได้เปรียบ  แต่คะแนนเสียงโดยรวมยังคงใกล้เคียงกันมาก เพราะความไม่พอใจในการ โจมตีสถานกงสุลสหรัฐในเบงกาซี เป็นข้อผิดพลาดใหญ่เมื่อครั้งที่คลินตัน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คะแนนนิยมของเธอลดลง เป็นอีกสถานการณ์ที่น่าจับตามองอย่างใกล้ชิดทีเดียว

Be Sociable, Share!